ปางมะผ้า แหล่งท่องเที่ยวที่ควรแวะไปหลังจากเที่ยวปาย
posted on 27 Apr 2009 09:58 by powdachan in Travelปางมะผ้าคืออำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งทางเหนือของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ส่วนใหญ่ติดชายแดนประเทศพม่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น ลีซอ มูเซอ และเย้าที่อาศัยอยู่ปะปนกับคนเมือง ซึ่งประกอบด้วย 11 หมู่บ้านได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านแม่ละนา, หมู่ที่ 2 บ้านปางคาม, หมู่ที่ 3 บ้านไม้ฮุง, หมู่ที่ 4 บ้านจะโบ่, หมู่ที่ 5 บ้านยาป่าแหน, หมู่ที่ 6 บ้านผาแดง, หมู่ที่ 7 บ้านไม้ลัน, หมู่ที่ 8 บ้านห้วยเฮี๊ยะ, หมู่ที่ 9 บ้านลุกข้าวหลาม, หมู่ที่ 10 บ้านผาเผือก, หมู่ที่ 11 บ้านบ่อไคร้
สำหรับท่านที่มาเที่ยวเมืองปายแล้วนั้น ควรจะแวะไปเที่ยวถ้ำน้ำลอดซึ่งเป็นถ้ำที่มีชื่อเสียง สวยงาม และเข้าชมได้ง่ายสะดวกสบายที่สุดแล้วในบรรดาถ้ำทั้งหมด ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141 จากเส้นทางหลวง 1095 (ปาย-ปางมะผ้า) เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ตรงเข้าไปจนสุดทางจะพบถ้ำน้ำลอด ถ้ำน้ำลอดอยู่ในความดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด จากด่านด้านหน้าต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 350 เมตร พร้อมคนนำทางและตะเกียงส่องทาง สาเหตุที่ไม่มีการติดตั้งไฟในถ้ำต่างๆ ก็เพื่อเป้นการรักษาถ้ำเหล่า นี้ให้สวยงามและคงเดิมอยุ่ตลอดเวลา อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านใกล้เคียงที่สมัครมาเป็นคนนำทางให้ ความรู้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย เมื่อถึงบริเวณปากทางเข้าถ้ำนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มาถึงบางอ้อว่าทำไมถ้ำแห่งนี้ชื่อว่า “ถ้ำน้ำลอด” นั่นเป็นเพราะถ้ำแห่งนี้มีสายน้ำไหลผ่านตั้งแต่ปากทางเข้าถ้ำไปจนถึงถ้ำสุดท้ายที่อยู่ภายในโพรงแห่งนี้มีความยาวกว่า 500 เมตร กว้าง 20 เมตร สูง 50 เมตร สายน้ำกัดเซาะโพรงถ้ำแห่งนี้มากกว่าล้านปี ก่อเกิดเป็นถ้ำใหญ่ๆ ถึง 3 แห่ง ได้แก่ ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำผีแมน เส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 3 ถ้ำ ต้องอาศัยการนั่งแพเข้าไป
เสร็จจากการสำรวจถ้ำลอดเดินทางต่อไปยังบ้านลุกข้าวหลามซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เคยมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “รักจัง” ชาวบ้านที่หมู่บ้านนี้น่ารักมาก คือ ชาวเขาเผ่ามูเซอดำ เป็นชนเผ่าที่มีความน่ารักและมีน้ำใจ การใช้ชีวิตของชนเผ่ามูเซอดำนั้น เป็นการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายหากินตามป่าเขา และรายได้ของชาวเผ่ามูเซอดำส่วนใหญ่มาจากการขายของป่า เช่น หน่อไม้ พืชผักตามฤดูการ ข้าวโพดและแตง เป็นต้น ภาษาที่ใช้คือ ภาษามูเซอดำที่เป็นเอกลักษณ์ การเพาะปลูกส่วนใหญ่ จะเป็น ข้าวโพด ข้าวเหนียว และพืชประเภทแตง การใช้ชีวิตส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่แต่ในหมู่บ้านจะไม่ออกไปทำงานในเมือง ส่วนเด็กๆบ้างก็จะเรียนหนังสือในหมู่บ้าน บ้างก็ออกไปเรียนในตัวเมือง ชาวมูเซอดำจะสร้างบ้านที่ทำจากต้นไม้และไม้ไผ่ และจะสร้างตามสันเขาและที่ราบ ขึ้นอยู่กับการจับจองเนื้อที่ของแต่ละครอบครัว ส่วนอาหารการกินของชาวเผ่ามูเซอดำคือ พืชผัก หน่อไม้ เนื้อวัว เนื้อหมูที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง ส่วนเครื่องปรุงนั้นไม่ว่าจะ ต้ม ผัด แกง ทอด ส่วนใหญ่จะใช้แต่ เกลือ หอมหรือกระเทียม น้ำมันพืช พริก ถั่วเน่า ส่วนรอบๆของหมู่บ้านจะเป็นลักษณะภูเขา ล้อมรอบและจะมีหน้าผา และใกล้ๆนั้นก็จะมีจุดชมวิวอยู่หนึ่งจุดซึ่งจะสามารถมองเห็นหมู่บ้านลุกข้าวหลาม หรือเรียกอีกอย่างว่า หมู่บ้านมูเซอดำ ได้อย่างชัดเจนจากมุมสูง คืนนี้เราจะนอนนับดาวด้วยกันที่หมู่บ้านลุกข้าวหลาม แต่ก่อนอื่นผลัดกันอาบน้ำ เตรียมเครื่องอาบน้ำไปเองนะครับ และช่วยกันทำอาหารเย็นกินกันพร้อมๆ กับเจ้าบ้าน
เช้า ตื่นนอนจากเสียงไก่ขันและการทำกิจกรรมของชาวบ้าน อาบน้ำล้างหน้าล้างตา รีบหาอะไรใส่ท้องกันให้อิ่มหน่อย แล้วเตรียมอาหารกลางวัน น่าจะเอาถุงนอนเข้าไป อ้อ! ใครจะพกยาไปด้วยก็จะดี การเดินป่าที่สุดแสนจะท้าทายของเราเริ่มต้นจากการเดินออกจากหมู่บ้านลุกข้าวหลามเพื่อจุดหมายของเราในวันนี้คือบ้านบ่อสเปย์ หมู่บ้านของเผ่าลีซอ ระหว่างทางท่านจะผ่านบริเวณที่ชาวเขาเผ่าต่างๆ ทำไร่ตามสันเขา และท่านจะได้แวะสำรวจและรับประทานอาหารกลางวันที่ถ้ำน้ำบ่อผี ซึ่งเกิดจากการยุบตัวลงของพื้นโลกเป็นเวลานานหลายล้านปี โดยลักษณะของถ้ำนั้นมีลักษณะคล้ายกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ โดยความลึกของหลุมนั้นมีความลึกประมาณ 200 เมตร ส่วนความกว้างของปากหลุมนั้นมีความกว้างประมาณ 2 สนามฟุตบอล และที่มาของคำว่าถ้ำน้ำบ่อผี คือ ลักษณะเวลามองจากฝังตรงกันข้ามจะมองเห็นโพรงขนาดใหญ่ลึกเขาไปประมาณ 20 เมตร ส่วนด้านบนของถ้ำจะมีหินย้อยที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยแหลมห้อยอยู่เป็นจำนวนมากและมีความสวยงามไม่เหมือนถ้ำอื่นในประเทศไทย ส่วนคำว่าน้ำบ่อหรือบ่อน้ำ มาจากการที่เรานำก่อนหินหรือท่อนไม้ โยนลงไปในตัวบ่อจะทำเกิดเสียงดังคล้ายกับเวลาที่เราโยนหินลงในบ่อน้ำ เสียงที่ดังคล้ายกับน้ำนั้นแท้ที่จริงแล้วมาจากการที่ก้อนหินหรือท่อนไม้ได้ตกลงมากระทบกับใบไม้และบวกกับเสียงสะท้อนของตัวถ้ำจึงทำให้เกิดลักษณะคล้ายกับการโยนหินลงในบ่อน้ำ ส่วนคำว่าผี มาจากความเชื่อของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นว่าเป็นที่อยู่อาศัยของผีหรือวิญญาณ ลึกลงไปในก้นของตัวบ่อหรือถ้ำนั้นเราจะได้เห็นต้นไม้ที่มีความใหญ่และมีความสูงประมาณ 20 ถึง 30 เมตรขึ้นไป และพรรณไม้หลากหลายชนิดที่หาดูได้ยาก เสร็จแล้วออกเดินป่าต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางของเรา ท่านจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศสองข้างทางจากลักษณะการปลูกพืช การทำไร่ของเผ่าลีซอจนกระทั่งเราย่างกรายเข้าสู่หมู่บ้านบ่อสเปย์
บรรยากาศบ้านเรือนในหมู่บ้านบ่อสเปย์ของชาวลีซอจะอยู่ท่ามกลางขุนเขาและต้นไม้ เย็นอาบน้ำกันหน่อยดีกว่า ก่อนทำอาหารเย็นจากวัตถุดิบที่เราเตรียมมา ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นของที่พกพาสะดวกเช่นปลากระป๋อง และอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เพื่อดำรงชีพ เป็นต้น หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย ถ้ามีแรงก็ออกมาเดินผ่อนคลายเล่นในหมู่บ้าน สมควรแก่เวลากลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย ท่านจะได้สัมผัสความหนาวเย็นที่มาสัมผัสตัวเรา สายลมเย็น ๆ พัดมาตลอดเวลาค่ำคืนอันแสนหนาวเหน็บ คืนนี้หลับแบบลืมวันลืมคืนกันเลยทีเดียว กับประสบการณ์ที่น้อยคนจะได้สัมผัส
ยามเช้าที่นี่ช่างแสนสดใส สดชื่นอย่างบอกไม่ถูกอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ยอดหญ้าที่ปกคลุมได้ด้วยน้ำค้างยามเช้า สายหมอกที่เริ่มลอยตัวขึ้นเมื่อแสงแห่งฝากฟ้ามาถึง การเริ่มต้นของเช้าวันนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างทรมานเล็กน้อย เมื่อเราต้องพยายามกระแซะตัวลุกจากที่นอนแต่เช้า เพราะวันนี้ต้องใช้เวลาเดินป่ากลับสู่บ้านลุกข้าวหลาม ถึงแม้จะเป็นคนละเส้นทางและสั้นกว่า แต่ก็ไม่ง่ายไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ การได้ออกมาอาบน้ำ ล้างหน้าในน้ำเย็นๆ ตอนเช้าอย่างนี้ ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่าบอกใครเชียว จิบชา กาแฟร้อนๆ ทานอาหารเช้าเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น วันนี้เราจะใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันในการเดินป่ากลับสู่หมู่บ้านลุกข้ามหลาม ลัดเลาะตามสายน้ำลาง ระหว่างการเดินทางเราก็จะเพลิดเพลินกับความงามของป่าเขาลำเนาไพรและดอยที่สวยงามซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตามที่ธรรมชาติจัดเรียงไว้ได้อย่างลงตัว พักเหนื่อย รับประทานอาหารกลางวันระหว่างทางแล้วเดินต่อ ถึงบ้านลุกข้าวหลามประมาณบ่ายสองโมง ชำระคราบเหงื่อและความเหนื่อยออกจากร่างกายและใบหน้า ให้เหลือแต่ความเศร้าที่ต้องอำลาเจ้าบ้าน มัคคุเทศน์ท้องถิ่นและลูกหาบซึ่งอยู่ในตัวเดียวกัน ก่อนการเดินทางกลับสู่ความโกลาหลของคนในเมือง เราเดินทางกลับทางเดิม ผ่านปายสำหรับผู้ที่ต้องการอยู่ต่อที่ปายก็ลงตรงนี้ ส่วนที่เหลือกลับสู่เชียงใหม่ คงไว้ซึ่งความประทับใจและความอ่อนล้าอีกวัน สองวัน
ข้อมูลจาก The Peak Travel Chiang Mai Thailand